FTL LTL FCL LCL

FTL LTL FCL LCL คืออะไร? สรุปศัพท์โลจิสติกส์ที่คนทำขนส่งต้องรู้

FTL LTL FCL LCL

คือกลุ่มคำศัพท์โลจิสติกส์ที่เถ้าแก่ขนส่ง ฝ่ายจัดซื้อ และพนักงานฝ่ายปฏิบัติการ (Operation) ต้องเจอแทบทุกวันเวลาเสนอราคางานให้ลูกค้า แต่สำหรับคนที่เป็นมือใหม่ในวงการนี้อาจจะยังสับสนว่า ตัวย่อเหล่านี้มีความหมายต่างกันอย่างไร และควรเลือกใช้รูปแบบไหนถึงจะคุ้มค่าต้นทุนที่สุด?วันนี้ TTMoC จะมาสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าการขนส่งแบบเหมาตู้ เหมาคัน หรือแบบแชร์พื้นที่นั้นต่างกันอย่างไรครับ!

FTL LTL FCL LCL มีความแตกต่างกันอย่างไร?

หมวดการขนส่งทางทะเล (Sea Freight)

1. FCL (Full Container Load) – การขนส่งแบบเหมาตู้
คือการที่ผู้ส่งสินค้าเช่าเหมาตู้คอนเทนเนอร์ทั้งตู้ (เช่น ตู้ขนาด 20 ฟุต หรือ 40 ฟุต) โดยสินค้าในตู้นั้นจะเป็นของลูกค้าเพียงเจ้าเดียว ไม่ปะปนกับใคร
  • ข้อดี: สินค้าปลอดภัยสูงมาก ไม่ต้องกลัวสูญหายหรือเสียหายจากการปนกับของคนอื่น และทำเอกสารนำเข้าส่งออกได้รวดเร็ว
  • เหมาะสำหรับ: สินค้าที่มีปริมาณมาก หรือสินค้าที่ต้องการความปลอดภัยสูง
2. LCL (Less than Container Load) – การขนส่งแบบแชร์พื้นที่ในตู้
คือการที่ลูกค้ามีสินค้าไม่เต็มตู้ จึงต้องนำสินค้าไปรวม (Consolidate) กับสินค้าของลูกค้ารายอื่นๆ ภายในตู้คอนเทนเนอร์เดียวกัน
  • ข้อดี: ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะจ่ายค่าระวางเรือตามปริมาตรหรือน้ำหนักจริงที่ใช้ ไม่ต้องจ่ายเหมาทั้งตู้
  • เหมาะสำหรับ: ธุรกิจ SME หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มส่งออกและมีปริมาณสินค้าน้อย

หมวดการขนส่งทางบก (Road Freight / Trucking)

3. FTL (Full Truckload) – การขนส่งแบบเหมาคันรถ
คล้ายกับ FCL แต่อยู่บนถนนครับ เป็นการจ้างเหมารถบรรทุกทั้งคันเพื่อขนส่งสินค้าจากต้นทางไปยังปลายทางโดยตรง ไม่แวะรับสินค้าของเจ้าอื่นเพิ่ม
  • ข้อดี: ขนส่งรวดเร็วที่สุด เพราะรถวิ่งตรงจากต้นทางถึงปลายทาง (Door-to-Door) และลดความเสี่ยงที่สินค้าจะเสียหายจากการขนถ่ายขึ้นลงหลายรอบ
4. LTL (Less than Truckload) – การขนส่งแบบแชร์พื้นที่บนรถ
คือการที่รถบรรทุกหนึ่งคัน รับสินค้าจากลูกค้าหลายๆ ราย แล้ววิ่งไปส่งตามจุดต่างๆ (Multi-drop) คล้ายกับระบบขนส่งพัสดุทั่วไป
  • ข้อดี: ต้นทุนค่าขนส่งต่อชิ้นถูกลงมาก เหมาะกับการส่งสินค้าปลีก

จัดการงานขนส่งทุกรูปแบบให้เป็นเรื่องง่ายด้วย TTMoC ERP

ไม่ว่าบริษัทของคุณจะรับงานแบบเหมาตู้ที่ต้องวิ่งตรงยาวๆ หรือรับงานแบบแชร์พื้นที่ที่ต้องแวะรับส่งสินค้าหลายจุด (Multi-stop) ความท้าทายคือ “การจัดการเอกสารและการคิดราคา” ที่ซับซ้อนระบบจัดการขนส่ง TTMoC ERP ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกกระบวนการ:
  • รองรับระบบ Multi-drop: สามารถสร้างใบสั่งงาน (Job Order) ที่มีจุดแวะส่งสินค้าหลายจุดได้อย่างเป็นระบบ
  • ออกใบเสนอราคาแม่นยำ: ระบบ Quotation ที่ช่วยคำนวณต้นทุนและราคาขายได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรทราคาแบบเหมาคัน หรือคิดตามน้ำหนัก/คิวบิกเมตร (CBM)
  • จัดการบิลไม่มีพลาด: รวบรวมข้อมูลจากทุกจุดแวะส่ง มาเปิดบิลเก็บเงินลูกค้า (Billing Note) ได้อย่างครบถ้วน ไม่มีตกหล่น

ยกระดับการบริหารฟลีทรถบรรทุกและตู้คอนเทนเนอร์ของคุณสู่ยุคดิจิทัล
แอดไลน์ปรึกษาการใช้ระบบ TTMoC ฟรี!

Similar Posts

  • 5 จุดต้องดู! ก่อน รับตู้คอนเทนเนอร์ ควรตรวจเช็กอะไรบ้าง เพื่อป้องกันสินค้าพัง

    TTMoC หน้าหลัก ฟีเจอร์เด่น แพ็กเกจราคา ติดต่อเรา บทความ เข้าสู่ระบบ ตรวจเช็กตู้คอนเทนเนอร์ ถือเป็นขั้นตอนหัวใจสำคัญของการขนส่งสินค้านำเข้า-ส่งออก เพราะการเดินทางของตู้ (Shipping Container) ต้องผ่านทั้งการยกขึ้นเรือ ตากแดด ตากฝน และการกระแทกนับครั้งไม่ถ้วน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตู้บางใบจะเสื่อมสภาพหรือมีรอยรั่ว สำหรับบริษัทขนส่ง หากพนักงานขับรถไปรับตู้จากลาน (Container Yard) โดยไม่ทำตามขั้นตอนให้ดีเสียก่อน แล้วนำไปบรรจุสินค้า หากสินค้าเปียกน้ำหรือเสียหาย บริษัทขนส่งอาจตกเป็นจำเลยและต้องรับผิดชอบค่าเสียหายมหาศาลครับ! วันนี้ TTMoC จะมาสรุป 5 จุดสำคัญที่คนขับรถและฝ่ายปฏิบัติการต้องระวัง เพื่อความปลอดภัยของสินค้าและป้องกันข้อพิพาทในภายหลังครับ 5 จุด ตรวจเช็กตู้คอนเทนเนอร์ ก่อนออกจากลาน 1. ตรวจเช็กตู้คอนเทนเนอร์ ด้านสภาพภายนอก (Exterior) สิ่งแรกที่ต้องมองหาคือโครงสร้างภายนอก ต้องไม่มีรอยบุบขนาดใหญ่ รอยฉีกขาด หรือรอยแตกหักจนทะลุเข้าไปด้านใน หากตู้มีรอยบุบมากเกินไปอาจส่งผลต่อความแข็งแรงเมื่อต้องวางซ้อนทับกันบนเรือ นอกจากนี้ควรสังเกตว่ามีป้ายสติกเกอร์วัตถุอันตราย (Hazardous Labels) ที่ไม่เกี่ยวข้องติดค้างอยู่หรือไม่ ถ้ามีควรแจ้งลานให้ลอกออกครับ 2. สภาพภายในตู้ และรอยรั่ว (Interior & Leaks)…

  • ลาน CY และ CFS ต่างกันอย่างไร? สรุปให้เข้าใจง่าย

    TTMoC หน้าหลัก ฟีเจอร์เด่น แพ็กเกจราคา ติดต่อเรา บทความ เข้าสู่ระบบ ไข ข้อสงสัย ลาน CY และ CFS ต่าง กัน อย่างไร ใน การ ทำ ธุรกิจ โลจิสติกส์. ปัญหา ใหญ่ คือ การ สื่อสาร. ดังนั้น การ รู้จัก ลาน CY และ CFS จึง สำคัญ มาก. วันนี้ เรา ขอ อธิบาย ให้ เข้าใจ ง่าย. นี่ คือ คำศัพท์ ที่ เด็ก โลจิสติกส์ ต้อง รู้. สรุปคือ มัน จะ ช่วย…

  • FOB และ CIF ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนเซฟต้นทุน

    TTMoC หน้าหลัก ฟีเจอร์เด่น แพ็กเกจราคา ติดต่อเรา บทความ เข้าสู่ระบบ ไข ข้อสงสัย เงื่อนไข FOB และ CIF ต่าง กัน อย่างไร ใน การ ทำ ธุรกิจ ส่งออก เรื่อง เงื่อนไข เป็น สิ่ง สำคัญ. ดังนั้น การ รู้จัก FOB และ CIF จึง จำเป็น ที่สุด. วันนี้ เรา ขอ อธิบาย ความ แตกต่าง ให้ เข้าใจ ง่าย. นี่ คือ เรื่อง ที่ แอดมิน ทุก คน ต้อง รู้. สรุปคือ มัน…

  • บริหารรถร่วม อย่างไรให้งานเป๊ะ คุมง่าย เอกสารไม่หาย

    TTMoC หน้าหลัก ฟีเจอร์เด่น แพ็กเกจราคา ติดต่อเรา บทความ เข้าสู่ระบบ บริหารรถร่วม คือกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้บริษัทขนส่งสามารถรับงานจากลูกค้าได้มากขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนซื้อรถบรรทุกเพิ่ม แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นเหมือน “ดาบสองคม” หากเราไม่สามารถควบคุมมาตรฐานของทีมงานซับคอนแทรคเหล่านี้ได้ ปัญหาคลาสสิกที่เถ้าแก่และฝ่ายจัดรถต้องเจอคือ ตามงานยาก รถไปถึงช้า ส่งเอกสารล่าช้า และบางครั้งก็อาจเสี่ยงต่อการเสียลูกค้าหากรถร่วมบริการไม่ดี วันนี้ TTMoC จะพาไปดู 3 ปัญหาหลัก และเทคนิคการจัดการทีมซับคอนแทรคให้เป๊ะเหมือนรถบริษัทตัวเองครับ! ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อต้อง บริหารรถร่วม ในงานขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ 1. การติดตามสถานะงานที่ยากลำบาก (Poor Visibility) เมื่อเราจ่ายงานให้ซับคอนแทรคไปแล้ว เรามักจะไม่รู้สถานะที่แท้จริงว่าตอนนี้รถวิ่งถึงไหน รับตู้หรือยัง? ทำให้เมื่อลูกค้าโทรมาตามงาน ฝ่ายจัดรถต้องคอยโทรศัพท์ตามคนขับรถร่วม ซึ่งทั้งเสียเวลาและดูไม่เป็นมืออาชีพในสายตาลูกค้า 2. มาตรฐานรถและมารยาทคนขับไม่คงที่ อย่าลืมว่าลูกค้าจำ “แบรนด์บริษัทของคุณ” ไม่ได้จำชื่อรถร่วม หากซับคอนแทรคแต่งกายไม่สุภาพ สภาพรถไม่พร้อม ทิ้งงานกลางทาง หรือทำสินค้าเสียหาย ลูกค้าก็จะต่อว่าและหมดความเชื่อมั่นในบริษัทของคุณโดยตรง การคัดกรองและประเมินคุณภาพจึงสำคัญมาก 3. เอกสารจบงานล่าช้า วางบิลไม่ได้ นี่คือปัญหาที่ทำให้กระแสเงินสดสะดุดมากที่สุด! เพราะเมื่อจบงาน กว่าคนขับรถร่วมจะนำใบ EIR…

  • 1 ชิปเม้นท์ (Shipment) มีกี่ตู้? สรุปวิธีนับและศัพท์ขนส่งที่ต้องรู้

    TTMoC หน้าหลัก ฟีเจอร์เด่น แพ็กเกจราคา ติดต่อเรา บทความ เข้าสู่ระบบ คำว่า ชิปเม้นท์ (Shipment) หรือที่ภาษาไทยมักเรียกทับศัพท์ว่า ใบขนสินค้า หรืองวดการส่งสินค้านั้น ไม่มีการกำหนดตายตัวว่า 1 การจัดส่งต้องมีกี่ตู้คอนเทนเนอร์ครับ มันสามารถเป็นไปได้ตั้งแต่ไม่มีตู้เลย (สินค้าชิ้นเล็ก) ไปจนถึงมีเป็นร้อยตู้ในรอบการจัดส่งเดียว โดยคำว่า “ชิปเม้นท์” จะนับจาก เอกสารและเงื่อนไขการขนส่ง เป็นหลัก วันนี้เราจะมาสรุปวิธีนับและทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ง่ายที่สุด เพื่อให้การทำงานในธุรกิจโลจิสติกส์ของคุณราบรื่นครับ วิธีนับ 1 ชิปเม้นท์ เขาดูกันตรงไหน? หลักการจำง่ายๆ คือ 1 ชิปเม้นท์ = สินค้าที่วิ่งมาภายใต้เอกสารขนส่งชุดเดียวกัน จากผู้ขายคนเดียว ไปหาผู้ซื้อคนเดียว ในเที่ยวการขนส่งนั้นๆ โดยส่วนใหญ่ในทางปฏิบัติ จะยึดจากเอกสารสำคัญที่ชื่อว่า B/L (Bill of Lading – ใบตราส่งสินค้าทางเรือ) หรือ AWB (Air Waybill – ใบตราส่งสินค้าทางอากาศ) เป็นหลักนั่นหมายความว่า ถ้ามี…

  • การคำนวนต้นทุน ขนส่งรถบรรทุกให้แม่นยำ ทำอย่างไรไม่ให้ขาดทุน?

    TTMoC หน้าหลัก ฟีเจอร์เด่น แพ็กเกจราคา ติดต่อเรา บทความ เข้าสู่ระบบ การคำนวนต้นทุน คือหัวใจสำคัญที่ชี้วัดว่าธุรกิจขนส่งของคุณจะ “รุ่ง” หรือ “ร่วง” เถ้าแก่หลายคนดีใจที่หางานได้เยอะ รถวิ่งเต็มทุกวัน แต่พอสิ้นเดือนมาดูบัญชีกลับพบว่ากำไรหดหายหรือถึงขั้นขาดทุน นั่นเป็นเพราะเราอาจจะประเมินค่าใช้จ่ายแฝงต่ำเกินไปเวลาเสนอราคาให้ลูกค้าครับ วันนี้ TTMoC จะพามาเจาะลึกโครงสร้างต้นทุนของงานรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ว่ามีอะไรที่เราต้องระวังบ้าง พร้อมวิธีแก้ปัญหาการคิดราคาพลาดเมื่อต้องรับงานวิ่งส่งหลายจุด (Multi-drop) ครับ โครงสร้างพื้นฐานของ การคำนวนต้นทุน งานขนส่ง ก่อนจะเสนอราคา (Quotation) ให้ลูกค้า เราต้องรู้ก่อนว่าต้นทุนการวิ่งรถ 1 ทริป ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ: 1. ต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) คือค่าใช้จ่ายที่คุณต้องจ่ายทุกเดือน ไม่ว่ารถจะวิ่งหรือไม่วิ่งก็ตาม เช่น: ค่างวดรถบรรทุกและหางพ่วง เงินเดือนพื้นฐานของคนขับรถและพนักงานออฟฟิศ ค่าประกันภัยรถขนส่ง พ.ร.บ. และภาษีประจำปี ค่าเช่าลานจอดรถ 2. ต้นทุนผันแปร (Variable Costs) นี่คือจุดที่ทำให้หลายบริษัทขาดทุนครับ เพราะมันคือค่าใช้จ่ายที่…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *